ผู้อุปถัมภ์หลัก
 
 
 
 
 
ผู้สนับสนุนพิเศษ
 

 
 
 

พืชสวนใต้ร่มยาง เสริมสร้างสิ่งแวดล้อม พร้อมพึ่งพาตนเอง

เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ชาวยุโรปเริ่มรู้จักสิ่งประดิษฐ์จากยางพาราเป็นครั้งแรก เมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือผ่านไปพบชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งรู้จักใช้ประโยชน์จากไม้ยืนต้นประหลาดชนิดหนึ่ง ซึ่งขึ้นปะปนกับไม้อื่นทั่วป่าฝนอเมซอน พืชชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า คาอุชุ (cau-chu) หรือต้นไม้ร้องไห้ ตามความเชื่อของชนเผ่าพื้นเมือง อันเกิดจากปรากฏการณ์ที่น้ำยางสีขาวข้นไหลซึมเมื่อเกิดรอยบากจากสิ่งมีคมสับ

ขณะที่ชาวโอมากัว (Omagua) แห่งอเมซอน เรียกว่า เฮเว (heve) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อทางพฤกษศาสตร์ของยางพาราว่า Hevea brasilliensis ชนพื้นเมืองแทบทุกเผ่าบนผืนทวีปอเมริกาใต้ รู้จักนำของขวัญจากธรรมชาติชื้นนี้มาดัดแปลงใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเผ่ามายันในอเมริกาใต้ จุ่มเท้าลงในภาชนะรองรับน้ำยางไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อทำรองเท้ากันน้ำ

ชนพื้นเมืองอินเดียนแดงบนเกาะไฮตินำน้ำยางมาปั้นเป็นลูกบอลเล็กๆ เพื่อประกอบพิธีสักการะเทพเจ้า ส่วนชนพื้นเมืองอินเดียนแดงเผ่ามานาโอส์ นำน้ำยางมาทำผ้ากันฝน ขวดปากแคบ บรรจุน้ำ ลูกบอล

ชาวยุโรปรู้จักสิ่งประดิษฐ์จากยางพารา เมื่อครั้งที่โคลัมบัส เดินเรือผ่านไปพบเข้า และนำกลับมาอวดคนในประเทศของตน จากนั้นเป็นต้นมายางพาก็มีชื่อเรียกต่างกันออกไปมากมาย ตามแต่ว่าประเทศใดจะเรียก เช่น ชาร์ล มารี เดอลากองเดอมา (Charles Marrie Delacondamine) เปลี่ยนชื่อเรียกว่า คาอุชุค (caoutchouc) หลังจากขนต้นยาง เมล็ดยาง และเศษยางกลับไปฝรั่งเศส ส่วนชาวโปรตุเกสเรียกว่า เซริงกีรอส (seringueirous) และโจเซฟ พริสท์ลีย์ (Joseph Priestly) เรียกชื่อตามที่บันทึกไว้ในปูมเดินเรืออังกฤษว่า พารารับเบอร์ (Para Rubber)

ยางพาราเพิ่มคุณค่าขึ้นเรื่อยๆ ตามคุณสมบัติพิเศษที่มีในตัวเองจากยางลบ สู่ยางล้อ ของเล่น และอื่นๆ มากมาย เหลือคณานับ กระทั่งมีบทบาทสามารถพลิกสังคมมนุษย์ได้ตั้งแต่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ใช้ยางพาราในชีวิตประจำวันกันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าไปจนถึงเวลานอนในยามค่ำคืน ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงนำไม้ยางพาราจากป่าดงดิบ มาปลูกบนเกาะอังกฤษ และขยายไปปลูกยังประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทยเริ่มมีการปลูกยางพารา เมื่อปี พ.ศ. 2442 ตามดำริ ของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นแห่งแรก ก่อนได้รับความนิยมปลูกไปทั่วในเขต 14 จังหวัดภาคใต้ แล้วแพร่ขยายไปปลูกในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ ยกเว้นจังหวัดในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง เพียงไม่กี่จังหวัด จนอาจกล่าวได้ว่าเมืองไทยคือ “ดินแดนแห่งยางพารา” หรือ “Thailand: The land of rubber”

 

คุณประโยชน์ของสวนยางพารายังมีอีกนานัปการ อาทิ ให้ความร่มรื่นเย็นสบาย ปลอดมลภาวะ จึงนับเป็นพืชที่ช่วยเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง หรือในยามที่ต้นยางหมดอายุให้น้ำยาง ไม้ยางพาราก็สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงพอประมาณ ด้วยเนื้อไม้มีลวดลายสวยงาม จึงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก โดยมีชื่อในตลาดการค้าว่า “สักขาว” หรือ “White Teak”

สวนใต้ร่มยาง พื้นที่ส่วนหนึ่งของงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 มีอาณาเขตรวม 18 ไร่ ได้จำลองวิถีชีวิตของชาวสวนยางพารา ทั้งช่วงระยะยางอ่อนก่อนเปิดกรีด และช่วงยางระยะเปิดกรีด ซึ่งชาวสวนยางสามารถปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ได้หลากหลายชนิดตามเหมาะสมของท้องถิ่น ทั้งเพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนก่อนส่งออกจำหน่ายในท้องตลาดเป็นการหารายได้เสริมให้แก่ครอบครัว สอดคล้องตามแนวทางพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” และสวนแห่งนี้เป็นอีกสวนหนึ่งที่ผู้เข้าชมงานจะได้รับความเพลิดเพลินและความรู้ติดตัวกลับออกไป.....