เดินชมสวนไทย ในงานราชพฤกษ์
มางานพืชสวนโลกแล้ว หากเดินชมไม่ทั่วก็เหมือนเที่ยวไม่ทั่วงาน เนื่องด้วยพื้นที่จัดงานกว้างขวางและมีสวนที่น่าสนใจเข้าไปเยี่ยมชมหลายส่วนด้วยกัน หากมองจากภาพรวมแล้วภายในงานพืชสวนโลกแบ่งพื้นการจัดงานออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน ส่วนแรกเป็นการจัดสวนเฉลิมพระเกียรติแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จากนานาประเทศและองค์กรต่างๆ ของไทย ส่วนที่สองเป็นการจัดสวนเพื่อโชว์ศักยภาพของพืชสวนไทย (Thai Tropical Garden)
แสดงความหลากหลายของพืชพันธุ์ในประเทศไทย บนพื้นที่ 80 ไร่ ของงานมหกรรมพืชสวนโลกได้สรรสร้างสวนสวยงามในหลายรูปแบบ อาทิ
เรือนร่มไม้ (Shaded Paradise)
แหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้เขตร้อนชื้น ที่สามารถทนต่อสภาพร่มเงาได้ดีและหลากหลายมากแห่งหนึ่ง นำเสนอพันธุ์ไม้ มากกว่า 2,000 ต้น ผู้เข้าชมสามารถพบเห็นพืชพรรณที่สามารถขึ้นได้ในสภาพร้อนชื้น ปลูกผสมผสานอยู่รวมกัน จัดเป็นหมวดหมู่ตามกลุ่มพันธุ์และลักษณะนิสัยของพืช การชมพันธุ์ไม้สามารถชมได้หลายมุมมองทั้งมุมปกติ และมุมสูง บนพื้นที่ยกระดับ (Sky walk) โดยจัดแสดงในอาคารพรางแสงด้วยการใช้สแลน คลุมทั้งอาณาบริเวณ 4 ไร่ เพื่อให้ดูร่มรื่น โปร่ง เย็นสบาย ลักษณะของพันธุ์ไม้ที่จัดแสดงจึงเป็นไม้ที่ต้องการร่มเงาตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก โดยสื่อให้เห็นถึงระบบนิเวศน์แห่งพืชพันธุ์แบบร่มชื้นซึ่งต้องพึ่งพากันและกัน ส่วนไฮไลต์นั้นอยู่ที่การเล่นระดับในการจัดสวนให้มีมิติ และมุมมองที่แปลกตาน่าสนใจ ขณะเดียวกันยังรายล้อมด้วยผนังหิน ที่ปกคลุมไปด้วยสีเขียวชอุ่มของเฟินชนิดต่างๆ ราวกับวอลล์เปเปอร์ธรรมชาติ ส่วนพรรณไม้โดดเด่นของสวนแห่งนี้ ได้แก่ สับปะรดประดับ หรือ สับปะรดสี หรือ Bromeliad ซึ่งได้รับสมญานามว่า "อัญมณีแห่งลุ่มแม่น้ำอะเมซอน" ความงามของไม้ประดับในวงศ์บรอมีเลียดนั้น นอกจากจะอยู่ที่รูปทรงของต้นและสีสันที่หลากหลายแล้ว ความมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละต้นแต่ละสายพันธ์ก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักเลงต้นไม้หลงใหลไม้ประดับในวงศ์นี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น สองพวกใหญ่ๆ คือพวกที่เป็น EPIPHYTIC และอีกพวกคือ TERRESTRIAL พวก EPIPHYTIC เป็นพวกที่เกาะอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่แต่ก็เป็นการอาศัยอยู่เพื่อรับแสงแดดและน้ำเท่านั้น ไม่ได้เป็นกาฝากที่หยั่งรากลงไปในเนื้อไม้เพื่อดูดน้ำเลี้ยงแต่อย่างใด ส่วนพวก TERRESTRIAL นั้นเติบโตได้ดีบนหินและพื้นดิน แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของบรอมีเลียด กระจายอยู่ในเขตกึ่งร้อน จนถึง เขตป่าดิบร้อนของทวีปอเมริกา พบได้ที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล จนถึงภูเขาสูงถึง 14,000 ฟุต นอกจากพฤกษศาสตร์จะแบ่งไม้ในวงศ์บรอมีเลียด ออกตามลักษณะนิสัยของการเลือกที่อยู่แล้ว พวกเขายังได้จัดหมวดหมู่ออกเป็นสกุลหลายสกุล
|
หอประวัติพืชสวนไทย (Hall of Frame)
กว่าจะเป็นพืชสวนไทยในปัจจุบัน จากพัฒนาการในอดีต สู่ความหลากหลายในปัจจุบัน จนเป็นที่ยอมรับในสากล แสดงพัฒนาการของพืชสวนไทยหลากหลายชนิดที่มีความโดดเด่นในเวทีโลก ตั้งแต่อดีต สู่ที่สุดของปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต แสดงความพร้อมของทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของไทย ที่สามารถผลิตสินค้าพืชสวนเมืองร้อน ป้อนสู่ตลาดโลกมาอย่างยาวนาน การเปิดประตูการค้ากับนานาชาติตั้งแต่สมัยแผ่นดินพระนารายณ์มหาราช ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนพันธุ์และพัฒนาสายพันธุ์พืชที่เป็นที่สุดของโลก เช่น ทุเรียนหมอนทอง มังคุดราชินีผลไม้ ส้มโอทองดี มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง กล้วยไม้สกุลหวาย และสกุลแวนด้า ฟ้ามุ่ย รวมทั้ง การพัฒนาพืชผักไทยและการรวมตัวของกลุ่มชาวสวนผักเพื่อการส่งออกในรูปคัสเตอร์ แบ่งการจัดแสดงเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 6 เฟรม รวม 18 เฟรม |
บ้านชาวสวน (Growers House)
จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวสวนไทย โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องใช้สอยภายในบ้านสวนเป็นสื่อ บริเวณด้านบนของบ้านชาวสวน จะมีกระต๊อบสำหรับเฝ้าสวน มีกังหันระหัดวิดน้ำ ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงสภาพการใช้ชีวิต ของชาวสวน ในอดีต
|
อาคารไบโอเทคโนโลยี (BioTech Greenhouse)
นำเสนอเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของมะพร้าวกะทิ กาแฟ และงานวิจัยจากสภาวิจัยแห่งชาติ โดยสภาวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัทเนสเล่ย์ และกรมวิชาการเกษตร ร่วมกันจัดแสดง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ นำเสนอการเพาะเลี้ยงกาแฟจาก Embryo แบบครบวงจรที่เป็นเทคโนโลยีที่มีใช้เพียง 2 แห่งในโลก คือ ประเทศไทย และ แม็กซิโก
ส่วนการแสดงที่สองเป็นการจัดแสดงขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ มะพร้าวกะทิของไทย จนได้สายพันธุ์ที่เลื่องชื่อ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา ความไม่คงพันธุ์ของมะพร้าวกะทิ และส่วนที่สาม นำเสนอผลงานวิจัยต้นแบบ จากโครงการบูรณาการงานวิจัย ไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสามารถขยายผลในเชิงการค้าได้ |
อาคารปลูกพืชไร้ดิน (Soilless Greenhouse)
จัดแสดงเทคโนโลยีที่เป็น ไทยเทค (Thai Technolog) เกี่ยวกับระบบปลูกและการจัดการผลิตพืชไร้ดินที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในเขตร้อนชื้น 4 รูปแบบ ชมนวัตกรรมในการออกแบบระบบการปลูกพืช ที่ได้รับรางวัลระดับชาติ สาธิตการจัดการพืช การจัดการสารละลายธาตุอาหารพืช และการควบป้องกันโรคเน่า เผยแพร่ระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน เพื่อการผลิตพืชผักโภชนาการสูง เช่นผักที่สามารถดูดซับไขมันในร่างกาย ผักเสริมความงาม ผักป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
อาคารพืชไม้เมืองหนาว (Temperate Greenhouse)
ศักยภาพการผลิตพันธุ์ไม้เมืองหนาว เพื่อการค้าของไทย จัดแสดงการปลูกพืชไม้เมืองหนาว ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ โดยเสนอเรื่องราว การพัฒนาไม้เมืองหนาว ที่มีศักยภาพทางการค้า ของไทยเพื่อการปลูกพืชทดแทนฝิ่น ในเบื้องต้น และพัฒนาเป็นการปลูกเชิงการค้าในปัจจุบัน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 50 ชนิด รวมทั้งนำเสนอศักยภาพในการพัฒนาไม้เมืองหนาวเพื่อการค้าและเพื่อให้ดูโดดเด่นแปลกตา เช่น ท้อ บ๊วย และฟักทองยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 90 เซนติเมตร ทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมมาจัดแสดงไว้ภายในอาคารเรือนกระจกขนาด 400 ตารางเมตร ที่ควบคุมอุณหภูมิความเย็นไว้ที่ 12 14 องศาเซลเซียส และมีการควบคุมความชื้นด้วยระบบ Evaporation
เรือนพืชทะเลทราย (Desert Plant Greenhouse)
จัดแสดงพันธุ์พืชเขตร้อนหรือทะเลทรายในกลุ่มแคคตัส ไม้ทนแล้งทั้งในและต่างประเทศกว่า 30 ชนิด จำนวนกว่า 300 ต้น โดยพืชที่นำมาจัดแสดงนี้มีขนาด โครงสร้าง และรูปลักษณ์ที่แตกต่างกัน จึงออกแบบการจัดสวนด้วยการแยกกันตามสายพันธุ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจในสวนแห่งนี้คือ การที่เราได้เรียนรู้ว่า พืชเหล่านี้แตกต่างจากต้นไม้ตามป่าทั่วไป เพราะพวกมันต้องเติบโตอยู่ในทะเลทรายที่อากาศแห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ดังนั้นจึงต้องวิวัฒนาการตัวเองเพื่อความอยู่รอดด้วยการลดการคายน้ำลงโดยเปลี่ยนจากใบให้กลายเป็นหนามหรือขนแทน
กระบองเพชรบางกลุ่มที่มีสีสันสดใสแปลกตามักจะใช้วิธีการต่อยอด ซึ่งปัจจุบันนิยมทำกันมากกับแคคตัสพันธุ์ที่มีสีสันต่างๆ ที่ไม่ใช่สีเขียว เช่น สกุล Cereus, Trichoceeus หรือ Opuntia โดยที่จะมีสารคลอโรฟีลล์ที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงสร้างอาหาร ดูดน้ำ และแร่ธาตุ ไปเลี้ยงต้นที่มีสีที่หาอาหารเองไม่ได้ การต่อยอดจะช่วยร่นเวลาการออกดอก ซึ่งปกติแคคตัสจะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี กว่าจะโตจนผลิดอก บางสกุลใช้เวลา 10-20 ปีทีเดียว การต่อยอดจะช่วยให้ต้นแตกกิ่งก้านเร็วกว่าปกตินั่นเอง
โดมไม้เขตร้อนชื้น (Tropical Dome)
อาคารทรงโดมแห่งนี้ มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นด้วยระบบ Evaporation คือเมื่ออากาศภายนอกร้อนจัด ภายในโดมจะมีการสเปรย์น้ำออกมาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้ และมีพัดลมใหญ่ดูดความร้อนออกไป ความชื้นก็จะกระจายตัวไปทั่วโดม อุณหภูมิภายในจึงเหมาะกับการเจริญเติบโตของพรรณไม้ในเขตร้อนชื้น นั่นคือ 25 30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 85% พันธุ์พืชที่จัดแสดงภายในโดมส่วนใหญ่กว่า 90% มาจากภาคใต้ของประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 80 ชนิด ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ที่สะท้อนถึงความเป็นป่าร้อนชื้นอย่างแท้จริงบนเนื้อที่ราว 700 ตารางเมตร โดยจัดแสดงความหลากหลายของพืชต่างระดับ ตั้งแต่ประเภทไม้คลุมดิน จนถึงไม้ป่าขนาดใหญ่
แต่ถ้าเดินไม่ไหว แต่อยากชมสวนทั้งงานได้อย่างทั่วถึง ก็สามารถทำได้โดยขึ้นไปที่อาคารสีเขียวรูปทรงคล้ายเมล็ดข้าว หรือ หอสูงชมวิว (Green Tower) ซึ่งจะมีการจัดแสดงนิทรรศการที่สามารถมองเห็นได้จากหอชมวิว เพื่อสร้างความเข้าใจประกอบการเข้าชมงานทั้ง 4 มุม เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเห็นภาพงานโดยรอบโดยไม่ต้องเดินให้เหนื่อยจนต้องพึ่งบริการรถรางหรือรถกอล์ฟที่ให้บริการภายในงานแล้วล่ะ... |