บ้านแห่งภูมิปัญญา....หมู่บ้านไทย 4 ภาค
บนพื้นที่ 470 ไร่ ของการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 มีส่วนการแสดงพิเศษอยู่หลายรายการ และหนึ่งในนั้นมีหมู่บ้านไทย 4 ภาค ร่วมอยู่ด้วย หมู่บ้านไทยเหล่านี้ได้จำลองสถาปัตยกรรมการก่อสร้างของแต่ละท้องถิ่น และยังจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้นมาจัดแสดงไว้ในบ้านด้วย ซึ่งบ้านแต่ละหลังล้วนมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้สั่งสมสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนสอดแทรกให้ได้ชมได้ศึกษาเรียนรู้
หมู่บ้านไทย 4 ภาค เป็นส่วนการแสดงที่โดดเด่นและมีความสำคัญ ซึ่ง รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ราชบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) เป็นผู้ออกแบบและดูแลการก่อสร้าง ประกอบไปด้วยหมู่บ้านไทยภาคเหนือ กลาง อีสาน และใต้ โดยแต่ละหมู่เรือนมีคอนเซ็ปต์ของการสร้างเรือนในแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกัน โดยอิงตามหลักสภาพแวดล้อมของแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้เรือนไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกันในแต่ละภาค เช่น สไตล์การก่อสร้าง ตัวอาคาร หรือแม้แต่วัสดุที่นำมาใช้ในการสร้างเรือนของแต่ละท้องถิ่นนั้นก็ยังแฝงไปด้วยหลักคำสอนและหลักปรัชญาทางศาสนา
หมู่เรือนไทยภาคเหนือ ด้วยความที่ภาคเหนือมีภูมิอากาศที่หนาวจัดและมีหมอกควันปกคลุมตลอดระยะเวลา 5-6 เดือนในช่วงหน้าหนาว ทำให้คติการก่อสร้างหมู่เรือนไทยภาคเหนือ ต้องสร้างเรือนขวางตะวัน เพื่อให้แสงแดดที่สาดส่องลงมาทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกสามารถส่องรอดผ่านเข้าไปในบ้าน เป็นการเพิ่มไออุ่นและแสงแดด ความอบอุ่นให้แก่ตัวบ้าน และยังเป็นการหลบลมหนาวได้ดี เนื่องจากลมที่พัดมาจากทางเหนือเป็นลมหนาวที่พัดมาจากประเทศจีน
หมู่เรือนไทยภาคกลางและภาคตะวันออก ภาคกลางเป็นภาคที่มีลมพัดมาจากภาคใต้ยาวนานถึง 6-7 เดือน รวมไปถึงลมที่พัดมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลมแปรปรวนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลต่างๆ โดยเฉพาะลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะเป็นลมหนาว โดยปกติแล้วคนไทยภาคกลางจะไม่คุ้นเคยกับภูมิอากาศหนาว ดังนั้น การสร้างเรือนไทยภาคกลางจึงมักสร้างเรือนตามตะวัน พร้อมกับสร้างหน้าต่างทางทิศใต้เพื่อรองรับลมที่พัดมาจากทิศใต้ เพื่อให้ลมพัดผ่านเข้ามาระบายอากาศภายในเรือน
หมู่เรือนไทยภาคอีสาน การสร้างเรือนไทยทางอีสานก็เช่นเดียวกับการสร้างเรือนไทยภาคกลาง เพราะภาคอีสานได้รับอิทธิพลจากลมทะเลทางใต้ ดังนั้น การสร้างเรือนไทยของภาคนี้ จึงเป็นการสร้างเรือนไทยแบบตามตะวัน โดยการวางตำแหน่งตัวบ้านจะเหมือนกัน แต่ชาวอีสานจะแบ่งเนื้อที่ภายในเรือนส่วนหนึ่งสำหรับเป็นห้องเก็บกระดูกของบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ซึ่งเป็นความเชื่อและทัศนคติที่นับถือกันมาตั้งแต่โบราณ
โปรดคลิกเพื่อขยาย |
สำหรับ เรือนหมู่ภาคใต้ จะใช้ลมบกลมทะเลในการสร้างอาคารบ้านพักอาศัย ไม่ได้ใช้ลมที่พัดมาทางทิศเหนือหรือใต้เหมือนภาคอื่นๆ ดังนั้น การสร้างบ้านเรือนภาคใต้ จึงสร้างแบบขวางตะวัน โดยให้ลมบกลมทะเลสามารถพัดผ่านตัวเรือนเพื่อให้เกิดความเย็น และเนื่องจากภาคใต้ มีเส้นทางคมนาคมที่ติดริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรที่สำคัญ ทำให้การสร้างเรือนนิยมหันหน้าไปทางสัญจร แทนการสร้างเรือนตามตะวันเหมือนเรือนของภาคกลาง |
การสร้างเรือนไทยในแต่ละภาคมีความพิเศษโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่สร้างเลียนแบบธรรมชาติ คือไม่มีการใช้ตะปูตอก แต่ใช้สลักเดือยยึดผูกตัวเรือนให้ติดกัน ซึ่งข้อดีของการผูกเรือนแบบไม่ใช้ตะปูนี้ส่งผลดีต่อตัวเรือน เพราะไม่ทำให้เกิดสนิม ตัวเรือนสามารถอยู่ได้คงทนถาวร เช่น เรือนไทยภาคเหนือ ที่นิยมสร้างเรือนด้วยไม้สักที่มีราคาแพง ซึ่งปัจจุบันหาซื้อได้ยาก
นอกจากนี้ รศ.ดร.ภิญโญ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมการออกแบบก่อสร้างเมฬุของหลวงปู่แหวน ได้ให้ข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างเรือนไทย 4 ภาค ในงานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ว่า การสร้างเรือนไทยนับเป็นศิลปะที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ดูกัน เพราะนอกจากจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ จากช่าง 10 หมู่หลายร้อยคน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ผลงานให้ลูกหลานและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ชมกันแล้ว ยังถือเป็นมรดกตกทอดชิ้นสำคัญที่คนไทยทั้งแผ่นดิน ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ ตลอดจนใช้เป็นสถานที่เรียนรู้ ศึกษาประวัติความเป็นมาของคนไทย และสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ต่อไปในอนาคต
|